<?php //echo"บุษยา สวัสดี php";
$scor='20';
if($score<50){
echo '0';
}else if($score<55){
echo '1';
}else if($score<60){
echo '1.5';
}else if($score<65){
echo '2';
}else if($score<70){
echo '2.5';
}else if($score<75){
echo '3';
}else if($score<80){
echo '4';
}
?>
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556
10 อันดับ มหาวิทยาลัยของไทยที่ดีที่สุด มหาลัยที่ดีที่สุดในประเทศไทย
10 อันดับ มหาวิทยาลัยของไทยที่บรรดานักเรียนอยากเข้าศึกษาต่อมากที่สุด
10
มหาวิทยาลัยบูรพา
ม.บู แตกหน่อมาจาก มศวและพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะเป็นแค่วิทยาเขต บูรพาปัจจุบันเปิดสอนในทุกสาขาด้วยที่ตั้งไม่ไกลจากเมืองตากอากาศชายทะเล ระดับโลกและการเดินทางที่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ ม.บูจึงเป็นที่นิยม 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยของไทยมหาวิทยาลัยบูรพาจึงได้รับการขนานนามในฐานะ "มหาวิทยาลัยแห่งภาคตะวันออก"
9
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มอ ศูนยืกลางการศึกษาทางทิศทักษิณมหาวิทยาลัยที่เคยมีผลงานวิจัยในระดับเอเชีย จนถูกจัดให้อยู่ในมหาวิทยาลัยอันดับที่ 1 ของไทยในหลายปีก่อน มอในปัจจุบันได้พัฒนาในฐานะ "มหาวิทยาลัยศูนย์กลางแห่งภาคใต้"
8
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัย ดินแดงแห่ง แรกของภาคภาคอิสานกับการเป็นศูนย์กลางของการศึกษาของชาวตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะ "มหาวิทยาลัยศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"
7
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัย เชียงใหม่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดแห่งแรกของไทยและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก ของทางภาคเหนือด้วย ด้วยบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มชจึงถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาขั้นสูงของทางภาคเหนือใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคเหนือ"
6
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัย ที่แตกหน่อวิทยาเขตมากมายจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยอีกกว่า 3 แห่ง มศวในปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในทุกศาสตร์ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์การแพทย์แต่ในส่วนของคณะศึกษาศาสตร์นั้นยังคงเป็นเสาหลักที่ สร้างชื่อเสียงให้กับมศว ในฐานะ "มหาวิทยาลัยที่พัฒนาการศึกษาไทย"
5
มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัย ศูนย์กลาง ทางด้านศิลปะของไทยจัดตั้งเป็นลำดับที่ 5 พร้อมเกษตรและมหิดล ศิลปากรไม่ได้โดดเด่นแค่ศิลปะออกแบบ สถาปัตย์ โบราณคดี และดุริยางค์เท่านั้น ด้านภาษาวิทยาศาสตร์และเภสัชก็เป็นอีกสาขาที่มีผลงานโดดเด่นมหาวิทยาลัย ศิลปากรในฐานะ "มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ"
4
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัย ที่เก่าแก่ ที่สุดเป็นลำดับที่ 4ของไทยจัดตั้งพร้อมกับ มหิดลและศิลปากรเกษตรศาสตร์มิได้โดดเด่นในด้านเกษตรสมัยใหม่เท่านั้นแต่ใน ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ยังเป็นที่ยอมรับอีก ด้วยเกษตรเคยครองตำแหน่งมหาวิทยาลัยยอดนิยมของไทยมาแล้วหลายสมัยใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เกษตรและเทคโนโลยีของชาติ"
3
มหาวิทยาลัยมหิดล
อดีต วิทยาลัยแพทยศาสตร์ แห่งประเทศไทยศูนย์กลางการศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยไทยที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติและการจัดอันดับอยู่ที่ 30ของเอเชียและอยู่ลำดับที่ 1 ของไทย มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ"มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทย"
2
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ การเมืองและการปกครองของไทยมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับที่ 2ของไทยและมีชื่อเสียงในเรื่องกฏหมายและหลักปกครองปัจจุบันเปิดสอนในทุกสา ขามธ ในฐานะ "มหาวิทยาลัยการเมืองและประชาธิปไตยของไทย"
1
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย แห่งความฝันและเป็นที่หมายปองของนักเรียนมากที่สุดและเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง ชาติจุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยกลางเมืองหลวงของประเทศไทยมีบทบาทใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยแห่งชาติและแห่งแรกของไทย"
http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=19452
10
มหาวิทยาลัยบูรพา
ม.บู แตกหน่อมาจาก มศวและพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะเป็นแค่วิทยาเขต บูรพาปัจจุบันเปิดสอนในทุกสาขาด้วยที่ตั้งไม่ไกลจากเมืองตากอากาศชายทะเล ระดับโลกและการเดินทางที่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ ม.บูจึงเป็นที่นิยม 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยของไทยมหาวิทยาลัยบูรพาจึงได้รับการขนานนามในฐานะ "มหาวิทยาลัยแห่งภาคตะวันออก"
9
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มอ ศูนยืกลางการศึกษาทางทิศทักษิณมหาวิทยาลัยที่เคยมีผลงานวิจัยในระดับเอเชีย จนถูกจัดให้อยู่ในมหาวิทยาลัยอันดับที่ 1 ของไทยในหลายปีก่อน มอในปัจจุบันได้พัฒนาในฐานะ "มหาวิทยาลัยศูนย์กลางแห่งภาคใต้"
8
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัย ดินแดงแห่ง แรกของภาคภาคอิสานกับการเป็นศูนย์กลางของการศึกษาของชาวตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะ "มหาวิทยาลัยศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"
7
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัย เชียงใหม่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดแห่งแรกของไทยและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก ของทางภาคเหนือด้วย ด้วยบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มชจึงถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาขั้นสูงของทางภาคเหนือใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคเหนือ"
6
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัย ที่แตกหน่อวิทยาเขตมากมายจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยอีกกว่า 3 แห่ง มศวในปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในทุกศาสตร์ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์การแพทย์แต่ในส่วนของคณะศึกษาศาสตร์นั้นยังคงเป็นเสาหลักที่ สร้างชื่อเสียงให้กับมศว ในฐานะ "มหาวิทยาลัยที่พัฒนาการศึกษาไทย"
5
มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัย ศูนย์กลาง ทางด้านศิลปะของไทยจัดตั้งเป็นลำดับที่ 5 พร้อมเกษตรและมหิดล ศิลปากรไม่ได้โดดเด่นแค่ศิลปะออกแบบ สถาปัตย์ โบราณคดี และดุริยางค์เท่านั้น ด้านภาษาวิทยาศาสตร์และเภสัชก็เป็นอีกสาขาที่มีผลงานโดดเด่นมหาวิทยาลัย ศิลปากรในฐานะ "มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ"
4
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัย ที่เก่าแก่ ที่สุดเป็นลำดับที่ 4ของไทยจัดตั้งพร้อมกับ มหิดลและศิลปากรเกษตรศาสตร์มิได้โดดเด่นในด้านเกษตรสมัยใหม่เท่านั้นแต่ใน ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ยังเป็นที่ยอมรับอีก ด้วยเกษตรเคยครองตำแหน่งมหาวิทยาลัยยอดนิยมของไทยมาแล้วหลายสมัยใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เกษตรและเทคโนโลยีของชาติ"
3
มหาวิทยาลัยมหิดล
อดีต วิทยาลัยแพทยศาสตร์ แห่งประเทศไทยศูนย์กลางการศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยไทยที่มีผลงานวิจัยในระดับนานาชาติและการจัดอันดับอยู่ที่ 30ของเอเชียและอยู่ลำดับที่ 1 ของไทย มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ"มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทย"
2
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ การเมืองและการปกครองของไทยมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับที่ 2ของไทยและมีชื่อเสียงในเรื่องกฏหมายและหลักปกครองปัจจุบันเปิดสอนในทุกสา ขามธ ในฐานะ "มหาวิทยาลัยการเมืองและประชาธิปไตยของไทย"
1
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย แห่งความฝันและเป็นที่หมายปองของนักเรียนมากที่สุดและเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง ชาติจุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยกลางเมืองหลวงของประเทศไทยมีบทบาทใน ฐานะ"มหาวิทยาลัยแห่งชาติและแห่งแรกของไทย"
http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=19452
สู่รั้วมหา"ลัย ไขปมแอดมิชชั่น
สู่รั้วมหา"ลัย ไขปมแอดมิชชั่น
คอลัมน์ สดจากเยาวชน
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ "ไขข้อสงสัยแอดมิชชั่น สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ" ขึ้นเป็นประจำทุกปี
ปีนี้เป็นปีที่ 5 วิทยากรโดย พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ ติวเตอร์ชื่อดัง โดยจัดแนะแนวเทคนิคการเรียน การอ่านหนังสือ การเลือกคณะเรียน อีกทั้งบรรยายเกี่ยวกับ GAT / PAT เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องตามความ เป็นจริง สร้างความรู้ความเข้าใจช่วยลดความสับสนของนักเรียนในการสอบแอดมิชชั่นในปัจจุบัน แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในส่วนภูมิภาค
สำหรับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จัดกิจกรรมที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
น้องเน นายพิทักษ์ โตสุวรรณ นักเรียนชั้น ม.6 แผนการเรียนอังกฤษ-จีน โรงเรียนพิบูลย์วิทยาลัย จ.ลพบุรี บอกเล่าถึงการฟังบรรยายในวันนี้ว่า ได้รับความกระจ่างมากในเรื่องเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบหรือการเลือกคณะต่างๆ พี่ณัฐมีเคล็ดลับและเทคนิคมาบอกพวกผม เช่น ถ้าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเหมือนเพื่อนไม่ได้ก็อย่าไปฝืนเพราะไม่ก่อให้เกิดผลดี ให้หาเวลาอื่นที่เหมาะสมกับตัวเรา
"อีกอย่างหนึ่งก็คือผมเรียนสายภาษา จะไม่เข้าใจเรื่องการเทียบคะแนนของวิชาคณิตศาสตร์ เพราะเป็นคนไม่สนใจวิชานี้อยู่แล้ว แต่มีบางคณะที่รู้มาว่าคะแนนแอดมิชชั่นเด็กสายภาษาต้องใช้คณิตศาสตร์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเด็กสายภาษาจะไปตัดทิ้งคณิต ศาสตร์เลยก็ไม่ได้ ยังต้องนำไปใช้อยู่ ทุกวันนี้แม้จะต้องนั่ง รถไปเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ท้อ จะทำให้ดีที่สุดเพื่อเข้าศึกษาต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตามที่ใฝ่ฝันครับ"
ด้าน น้องหมู น.ส.กชกร ศรีเกษม นักเรียนชั้น ม.6 แผนวิทย์-คณิต โรงเรียนเบญจมราช รังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเยอะมาก แต่ไม่เคยละทิ้งเรื่อง การเรียน ตอนนี้เตรียมตัวสอบตรงเข้าธรรมศาสตร์ พี่ณัฐพยายามเน้นย้ำว่าถึงจะเน้นอ่านบทไหน แต่บทอื่นๆ ก็ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ครบถ้วน
ด้านวิทยากรคนเก่ง พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ เล่าถึงความเป็นมาของการเขียนหนังสือ การเป็นติวเตอร์ และการเป็นวิทยากรในโครงการนี้ว่า ความรู้ที่มีบางครั้งไม่สามารถทำให้เขาสอบติดได้ จำเป็นต้องรู้หนทางและต้องวางตัวให้ถูก ต้องเตรียมตัวอย่างไรถึงจะสอบติด ปัญหาของเด็กคือชอบดูถูกตัวเองไว้ก่อน เราทำไม่ได้ หรือบางครั้งก็โทษว่าเป็นความผิดของระบบ ทำให้ไม่ขยันเท่าที่ควร เหมือนหาเรื่องให้ตัวเองขี้เกียจไว้ก่อน อันนี้เราต้องมาเคี่ยวเข็ญกัน
"ผมมองว่าระบบการศึกษาไทยยุคนี้ทำให้เด็กเครียด มันวุ่นวาย อย่างเช่นจะสอบวิศวะ จุฬาฯ ก็สอบที่หนึ่ง แล้วก็ไปสอบวิศวะ เกษตรฯ อีกที่หนึ่ง วิศวะอย่างเดียวกันก็แยกกันไปสอบหลายๆ ที่ อย่างนี้คนรวยก็จะได้เปรียบ เพราะการสอบย่อมมีค่าใช้จ่าย การเป็นวิทยากรในโครงการนี้ทำให้ผมได้เห็นปัญหาของนักเรียนหลากหลายรูปแบบ เช่น ผู้ปกครองชอบคาดหวัง อยากให้ลูกเรียนหมอ แต่ตัวเด็กเองไม่อยากเป็นหมอ ตรงนี้ทำให้เด็กเครียดได้ บางคนถึงกับต่อต้านก็มี เด็กบางคนเรียนเก่งเลยคิดว่าตัวเองต้องเรียนหมอ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเป็นหมอหรือเปล่า"
ติวเตอร์คนเก่งกล่าวด้วยว่า คำถามที่น้องๆ ถามบ่อย เช่น คณะไหนไม่ตกงาน เรียนคณะไหนแล้วรวยสุด ซึ่งคงบอกไม่ได้ และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมเด็กกังวลมากเลยว่าเรียนจบมาแล้วต้องรวย เป็นค่านิยมแบบวัตถุนิยมของคนยุคนี้ จึงมักถามกลับไปว่า ถ้ามีเงินแล้วต้องฝืนใจทำในอาชีพที่ไม่ชอบจะทำกันไหม หากเรามีโอกาสควรเลือกสิ่งที่เราชอบ แต่ถ้าเราไม่พร้อมจริงๆ เราก็ต้องหาเลี้ยงชีพพื้นฐานให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปคิดทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
"อยากฝากถึงน้องๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวสอบว่ายุคนี้มีเครื่องล่อตาล่อใจเยอะ มีทั้งเฟซบุ๊ก มีทั้งเกม เราต้องคิดถึงอนาคตเป็นอันดับแรก เหมือนอยู่ดีๆ บอกว่า ม.6 แล้ว ต้องอ่านหนังสือ ก็คงไม่รู้ว่าต้องอ่านไปเพื่ออะไร แต่ถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากเป็นอะไร จะช่วยกระตุ้นให้เราเริ่มเดินได้บ้าง
ที่สำคัญอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความรู้ ไม่มีอะไร จริงๆ ของแบบนี้เราพยายามกันได้ แต่ต้องพยายามให้ถูกวิธี ต้องไม่ดูถูกตัวเองว่าเราทำไม่ได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุดเลยครับ"
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEF6TURrMU5nPT0=
คอลัมน์ สดจากเยาวชน
ปีนี้เป็นปีที่ 5 วิทยากรโดย พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ ติวเตอร์ชื่อดัง โดยจัดแนะแนวเทคนิคการเรียน การอ่านหนังสือ การเลือกคณะเรียน อีกทั้งบรรยายเกี่ยวกับ GAT / PAT เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องตามความ เป็นจริง สร้างความรู้ความเข้าใจช่วยลดความสับสนของนักเรียนในการสอบแอดมิชชั่นในปัจจุบัน แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในส่วนภูมิภาค
สำหรับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จัดกิจกรรมที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
น้องเน นายพิทักษ์ โตสุวรรณ นักเรียนชั้น ม.6 แผนการเรียนอังกฤษ-จีน โรงเรียนพิบูลย์วิทยาลัย จ.ลพบุรี บอกเล่าถึงการฟังบรรยายในวันนี้ว่า ได้รับความกระจ่างมากในเรื่องเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบหรือการเลือกคณะต่างๆ พี่ณัฐมีเคล็ดลับและเทคนิคมาบอกพวกผม เช่น ถ้าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเหมือนเพื่อนไม่ได้ก็อย่าไปฝืนเพราะไม่ก่อให้เกิดผลดี ให้หาเวลาอื่นที่เหมาะสมกับตัวเรา
"อีกอย่างหนึ่งก็คือผมเรียนสายภาษา จะไม่เข้าใจเรื่องการเทียบคะแนนของวิชาคณิตศาสตร์ เพราะเป็นคนไม่สนใจวิชานี้อยู่แล้ว แต่มีบางคณะที่รู้มาว่าคะแนนแอดมิชชั่นเด็กสายภาษาต้องใช้คณิตศาสตร์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเด็กสายภาษาจะไปตัดทิ้งคณิต ศาสตร์เลยก็ไม่ได้ ยังต้องนำไปใช้อยู่ ทุกวันนี้แม้จะต้องนั่ง รถไปเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ท้อ จะทำให้ดีที่สุดเพื่อเข้าศึกษาต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตามที่ใฝ่ฝันครับ"
ด้าน น้องหมู น.ส.กชกร ศรีเกษม นักเรียนชั้น ม.6 แผนวิทย์-คณิต โรงเรียนเบญจมราช รังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเยอะมาก แต่ไม่เคยละทิ้งเรื่อง การเรียน ตอนนี้เตรียมตัวสอบตรงเข้าธรรมศาสตร์ พี่ณัฐพยายามเน้นย้ำว่าถึงจะเน้นอ่านบทไหน แต่บทอื่นๆ ก็ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ครบถ้วน
ด้านวิทยากรคนเก่ง พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ เล่าถึงความเป็นมาของการเขียนหนังสือ การเป็นติวเตอร์ และการเป็นวิทยากรในโครงการนี้ว่า ความรู้ที่มีบางครั้งไม่สามารถทำให้เขาสอบติดได้ จำเป็นต้องรู้หนทางและต้องวางตัวให้ถูก ต้องเตรียมตัวอย่างไรถึงจะสอบติด ปัญหาของเด็กคือชอบดูถูกตัวเองไว้ก่อน เราทำไม่ได้ หรือบางครั้งก็โทษว่าเป็นความผิดของระบบ ทำให้ไม่ขยันเท่าที่ควร เหมือนหาเรื่องให้ตัวเองขี้เกียจไว้ก่อน อันนี้เราต้องมาเคี่ยวเข็ญกัน
"ผมมองว่าระบบการศึกษาไทยยุคนี้ทำให้เด็กเครียด มันวุ่นวาย อย่างเช่นจะสอบวิศวะ จุฬาฯ ก็สอบที่หนึ่ง แล้วก็ไปสอบวิศวะ เกษตรฯ อีกที่หนึ่ง วิศวะอย่างเดียวกันก็แยกกันไปสอบหลายๆ ที่ อย่างนี้คนรวยก็จะได้เปรียบ เพราะการสอบย่อมมีค่าใช้จ่าย การเป็นวิทยากรในโครงการนี้ทำให้ผมได้เห็นปัญหาของนักเรียนหลากหลายรูปแบบ เช่น ผู้ปกครองชอบคาดหวัง อยากให้ลูกเรียนหมอ แต่ตัวเด็กเองไม่อยากเป็นหมอ ตรงนี้ทำให้เด็กเครียดได้ บางคนถึงกับต่อต้านก็มี เด็กบางคนเรียนเก่งเลยคิดว่าตัวเองต้องเรียนหมอ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเป็นหมอหรือเปล่า"
ติวเตอร์คนเก่งกล่าวด้วยว่า คำถามที่น้องๆ ถามบ่อย เช่น คณะไหนไม่ตกงาน เรียนคณะไหนแล้วรวยสุด ซึ่งคงบอกไม่ได้ และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมเด็กกังวลมากเลยว่าเรียนจบมาแล้วต้องรวย เป็นค่านิยมแบบวัตถุนิยมของคนยุคนี้ จึงมักถามกลับไปว่า ถ้ามีเงินแล้วต้องฝืนใจทำในอาชีพที่ไม่ชอบจะทำกันไหม หากเรามีโอกาสควรเลือกสิ่งที่เราชอบ แต่ถ้าเราไม่พร้อมจริงๆ เราก็ต้องหาเลี้ยงชีพพื้นฐานให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปคิดทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
"อยากฝากถึงน้องๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวสอบว่ายุคนี้มีเครื่องล่อตาล่อใจเยอะ มีทั้งเฟซบุ๊ก มีทั้งเกม เราต้องคิดถึงอนาคตเป็นอันดับแรก เหมือนอยู่ดีๆ บอกว่า ม.6 แล้ว ต้องอ่านหนังสือ ก็คงไม่รู้ว่าต้องอ่านไปเพื่ออะไร แต่ถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากเป็นอะไร จะช่วยกระตุ้นให้เราเริ่มเดินได้บ้าง
ที่สำคัญอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความรู้ ไม่มีอะไร จริงๆ ของแบบนี้เราพยายามกันได้ แต่ต้องพยายามให้ถูกวิธี ต้องไม่ดูถูกตัวเองว่าเราทำไม่ได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุดเลยครับ"
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEF6TURrMU5nPT0=
10 วิธีดำรงชีวิตในมหาลัย
ถ้ากล่าวถึงการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ใครๆก็อาจคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย ถ้าไม่ได้ลองเข้ามาใช้ชีวิตจริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันยากแค่ไหน กว่าจะเรียนจบ 4 ปีต้องเผชิญกับเหตุการณ์มากมายที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย
วิธีการใช้ชีวิตของเราให้มีความสุข และตลอดเวลาการเรียนนั้น ก็มีอยู่ด้วยกันมากมาย แต่ไม่ได้มีบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการจากวิชาการท่านใด มีเพียงพวกเราที่ประสบความสำเร็จและอยู่ในมหาลัยนี้อย่างมีความสุขเท่านั้น ที่เรียบเรียงวิธีเหล่านี้ให้พวกคุณ
1.ปรับตัวให้เข้ากับสังคม คือพยายามที่จะเปิดตัวเปิดใจรับกับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาในอนาคตอันใกล้
2.เข้าทำกิอจกรรมทางมหาวิทยาลัย คือเทื่อทางมหาวิทยาลัยมีงานก็เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อที่จะได้ประสบการณ์
3.รู้จักคบเพื่อนและคบให้ถูกคือ รู้จักที่จะเข้าหาผู้อื่นเข้าร่วมกับสังคมเพื่อที่จะปรับตัวเป็น นั่นคือการรู้จักคบเพื่อนไปในทางที่ดี
4.การรู้จักที่จะให้อภัย แต่ข้อนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้มีวงจำกัดอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าจะดีควรจะเผบแพร่ไปสู่ผู้อื่นด้วยจะดีกว่า เพราะเมื่อเรารู้จักการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำผิดพลาดเปรียบกับสำนวนไทยที่ว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นั่นแล
5.หัดเข้าชมนมเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์หลายอย่าง มหาวิทยาลัยของคุณคงมีชมรมให้คุณเลือกอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ด้านกีฬา คนตรี คุณสามารถเลือกได้ตามความต้องการ
6.อย่าเดินหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นหญิงสาววัยขบเผาะ คุณยิ่งต้องระวังเอาไว้เลย ช่วงพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไปพวกมิจฉาชีพมาเดินกันขวักไขว่ทางที่ดีท่านควรที่จะพาเพื่อนเดินไปด้วยสักคน
7.เลือกหอพักให้ดีถ้าคุณเป็นหญิงสาวคุณอาจเลือกหอพักที่เป็นหญิงล้วน เพราะอาจพักหอหญิงและหอชายรวมกัน มันอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก็ได้
8.ตีซี้อาจารย์ คุณคิดว่าอยู่ในมหาลัยคบเพื่อนอย่างเดียวพอแล้วหรือ ไม่หรอกคะ การคบแต่เพื่อนมันจะทำให้คุณเรียนดีขึ้นไหม คะแนนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องเข้าหาอาจารย์คุณจะได้รับคำปรึกษามากมาย แต่ที่สำคัญอาจารย์จะแปลงร่างเป็นนักจิตวิทยาได้
9.มาเรียนอย่างสม่ำเสมอ การที่คุณมาเข้าเรียนสายนั้นอาจทำให้คุณพลาดอะไรบางอย่างไปอย่างไม่คาดคิดเช่น พลาดการเชคชื่อ หรือแนวข้อสอบ
10.คิดทุกอย่างก่อนที่จะทำอะไรลงไปการที่คุณจะทำอะไรลงไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือกิจกรรมคุณควรทำอย่างไตร่ตรองก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ
อย่างไรก็ตามการดำรงชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย ก็ต้องขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเราเองเหมือนกับคำโบราณ ที่กล่าวว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เพื่ออนาคตของตัวเราเอง
วิธีการใช้ชีวิตของเราให้มีความสุข และตลอดเวลาการเรียนนั้น ก็มีอยู่ด้วยกันมากมาย แต่ไม่ได้มีบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการจากวิชาการท่านใด มีเพียงพวกเราที่ประสบความสำเร็จและอยู่ในมหาลัยนี้อย่างมีความสุขเท่านั้น ที่เรียบเรียงวิธีเหล่านี้ให้พวกคุณ
1.ปรับตัวให้เข้ากับสังคม คือพยายามที่จะเปิดตัวเปิดใจรับกับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาในอนาคตอันใกล้
2.เข้าทำกิอจกรรมทางมหาวิทยาลัย คือเทื่อทางมหาวิทยาลัยมีงานก็เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อที่จะได้ประสบการณ์
3.รู้จักคบเพื่อนและคบให้ถูกคือ รู้จักที่จะเข้าหาผู้อื่นเข้าร่วมกับสังคมเพื่อที่จะปรับตัวเป็น นั่นคือการรู้จักคบเพื่อนไปในทางที่ดี
4.การรู้จักที่จะให้อภัย แต่ข้อนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้มีวงจำกัดอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าจะดีควรจะเผบแพร่ไปสู่ผู้อื่นด้วยจะดีกว่า เพราะเมื่อเรารู้จักการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำผิดพลาดเปรียบกับสำนวนไทยที่ว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นั่นแล
5.หัดเข้าชมนมเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์หลายอย่าง มหาวิทยาลัยของคุณคงมีชมรมให้คุณเลือกอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ด้านกีฬา คนตรี คุณสามารถเลือกได้ตามความต้องการ
6.อย่าเดินหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นหญิงสาววัยขบเผาะ คุณยิ่งต้องระวังเอาไว้เลย ช่วงพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไปพวกมิจฉาชีพมาเดินกันขวักไขว่ทางที่ดีท่านควรที่จะพาเพื่อนเดินไปด้วยสักคน
7.เลือกหอพักให้ดีถ้าคุณเป็นหญิงสาวคุณอาจเลือกหอพักที่เป็นหญิงล้วน เพราะอาจพักหอหญิงและหอชายรวมกัน มันอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก็ได้
8.ตีซี้อาจารย์ คุณคิดว่าอยู่ในมหาลัยคบเพื่อนอย่างเดียวพอแล้วหรือ ไม่หรอกคะ การคบแต่เพื่อนมันจะทำให้คุณเรียนดีขึ้นไหม คะแนนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องเข้าหาอาจารย์คุณจะได้รับคำปรึกษามากมาย แต่ที่สำคัญอาจารย์จะแปลงร่างเป็นนักจิตวิทยาได้
9.มาเรียนอย่างสม่ำเสมอ การที่คุณมาเข้าเรียนสายนั้นอาจทำให้คุณพลาดอะไรบางอย่างไปอย่างไม่คาดคิดเช่น พลาดการเชคชื่อ หรือแนวข้อสอบ
10.คิดทุกอย่างก่อนที่จะทำอะไรลงไปการที่คุณจะทำอะไรลงไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือกิจกรรมคุณควรทำอย่างไตร่ตรองก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ
อย่างไรก็ตามการดำรงชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย ก็ต้องขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเราเองเหมือนกับคำโบราณ ที่กล่าวว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เพื่ออนาคตของตัวเราเอง
แนะเส้นทาง สู่รั้วมหาวิทยาลัยเอกชน ชั้นนำ (อ.กบ)
“อ.กบ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วลัย วัฒนะศิริ
วันนี้ถ้านักเรียนจะต้องเลือกเรียน มีผู้รู้หลายท่านแนะนำกันหลากลหายเส้นทาง แต่วันนี้ “อ.กบ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วลัย วัฒนะศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้เกียรติ ทีมงาน “Eduzones” เปิดเส้นทางการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ให้กับน้อง ๆ ที่กำลังมองหาที่เรียน
ครูว่า เขาต้องคิดอยู่สองเรื่องหลักในตอนนี้คือ
1. จบแล้วอยากเป็นอะไร ทำอะไร อย่านึกแค่ 4 ปีเรียนแล้วได้อะไร คิดแค่นี้ไม่ได้แล้ว ต้องนึกต่อว่าจะทำอะไร หรือประกอบอาชีพอะไร
2. เมื่อเป็นสิ่งนั้นแล้ว จะสามารถยังชีพได้หรือเปล่า
ถึงจุดนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เราแบ่ง ปริญญาตรี สายวิทย์ สายศิลป์ เข้าได้หมด สถิติสูงสุดในการได้งานทำ คือ
1. คณะบริหารธุรกิจ นี่คือคณะที่ใหญ่ และมีสาขา นศ. ผู้สอน และศิษย์เก่ามากที่สุด สาขาโลจิสติกส์ และ สาขาการจัดารการท่องเที่ยว เป็นสาขาน้องใหม่ในปีนี้ อีกสาขา คือ การบริหารทรัพย์สิน (อสังหาริมทรัพย์) ที่คนเรียนน้อย แต่มีความต้องการของตลาดเยอะ
2. คณะการบัญชี ความแตกต่างของคณะนี้คือ เขาเรียนบัญชีกันแบบไอที เขาใช้ระบบไอที กับทุกวิชา มีคลีนิก 85% ได้งาน ภายใน 5 เดือน
3. คณะนิติศาสตร์ ไม่ต้องพูดถึง เพราะมีต่อยอดทั้ง ป.ตรี โท เอก ครูมั่นใจ
4. คณะนิเทศศาสตร์ คณะนี้เป็นอมตะนิรันดร์ เพราะมีน้อง ๆ นิยมเรียนกันมาก ต้องเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ จุดเด่นคือ สื่อสารการตลาด คือหลักสูตรที่เด่นของนิเทศศาสตร์ ของเรา โอกาสได้งานสูง
5. คณะเศรษฐศาสตร์ ที่นี่เรารวมคณบดีของคณะเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศมาร่วมบริหารกันที่นี่ ซึ่งในแต่ละปี เราจะรับเด็กได้ไม่มาก ดังนั้นผู้ที่เรียนคณะนี้จะมีลักษณะการเป็นผู้นำ มีความเป็นตัวของตัวเอง
6. คณะศิลปกรรมศาสตร์ คือ คอมพิวเตอร์กราฟฟิก , ออกแบบแฟชั่นและแฟชั่นธุรกิจ เราจะสอนให้เด็กออกแบบแล้วขายได้ ประสานงานกับบริษัทภายนอก อาทิ วาโก้ ฯลฯ ไม่ได้เรียนเฉพาะในห้อง ส่วนสาขาการตกแต่งภายใน และสาขการสื่อสารการแสดงประยุกต์
สำหรับน้องสายวิทย์ ที่สนใจ ศึกษาต่อที่ มธบ.
7. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) สาขานี้เหมาะมากสำหรับคนชอบเกม อยู่ในท็อป5 ของมหาวิทยาลัยของเรา
8. คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะนี้เราเปิดมานาน เทียบอายุกับผลงานไม่เบาเลย กวาดผลงานมามากมาย ทั้งคณะ มีผลงานสูงที่สุดของเรา (นิเทศน์) และ (ศิลปกรรม) มีผลงาน วิศวกรรม วันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก จบสายวิทย์ ผลการเรียนพอใช้ได้
9. คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เหมาะกับน้อง ๆ ที่รักทางด้านภาษา, สาขาที่มีคนมาสมัครเยอะมากคือ สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม, ส่วน สาขาบูรณาการสุขภาพและความงาม ถือเป็นเทรนด์มาแรงมาก เพราะเราร่วมมือกับ แคลิฟอร์เนียวาว แพนคอสเมติก และ สลิมอัพเซ็นเตอร์ เปิดปีแรก สาขานี้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบทางด้านความสวยความงาม การจัดการสปา ออกกำลังกาย เพราะเรียนทั้งกระบวนการบริหาร อีกสาขาคือ สาขาเทคโนโลยีการอาหาร สาขาสถิติประยุกต์
แต่ถ้าจะให้ครูเน้น เรียนจบ หางานง่าย ที่สุดคือ หลักสูตรนานาชาติ ของวิทยาลัยนานาชาติ (DPUIC) โดยผู้เรียนไม่ต้องจบโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนสอนสองภาษา มาทดสอบภาษาอังกฤษ DPU TEST ได้ 80% ได้ทุน 100% ถ้าสอบได้ 70% ได้ทุน 50% แต่กระนั้นผู้สอบทุกคนไม่ต้องสอบให้ผ่าน 50% ถึงจะเข้าห้องเรียนได้ (ไม่เกิน 20 คน)
มีหลักสูตร ไอที ภาษอังกฤษเพื่อการสื่อสารธุกิจ บริหารธุรกิจ ท่องเที่ยวโรงแรม ให้เลือก 4 สาขา มาเรียนที่มีโอกาสแลกเปลี่ยน ไปชีวิตในต่างประเทศสูงมาก 14 มหาวิทยาลัยแลกเปลี่ยนก็เกินครึ่งห้องอยู่แล้ว
สุดท้ายนี้ ครูกบ ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สมหวัง ในสิ่งที่คาดหมาย และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ไม่ได้อย่างที่คิด อย่างไรก็ดี อยากให้ถือเอาวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาส แอดมิสชั่นส์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต แต่เป็นเวลาที่เราจะมองเห็นโอกาสอื่น ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ขอให้มั่นในตัวเอง มั่นใจในสถาบัน ที่จะเลือก ใช้ชีวิต 4 ปีให้คุ้มค่า เราก็จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน
สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ได้ทุกวัน โทร.-02954-7300 www.dpu.ac.th
แนะน้องใหม่สู่รั้วมหาลัย เรียนอย่างไร?...ให้มีความสุข
แนะน้องใหม่สู่รั้วมหาลัย เรียนอย่างไร?...ให้มีความสุข (เดลินิวส์)
ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักเรียนหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอผลสอบเอนทรานซ์ เพื่อก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยในฝัน เชื่อว่าถ้าผลสอบปรากฏ หลายคนคงสมหวังและอีกหลายคนต้องผิดหวัง แต่ยังมีมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และเอกชนพร้อมเปิดรับนักเรียนที่พลาดหวังอีกหลายแห่ง ดังนั้นการสอบเอนทรานซ์จึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในชีวิต แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การศึกษาหาความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างไร ให้มีความสุขต่างหากคือ เป้าหมายที่สำคัญของเรา
อาจารย์ศศิธร อหิงสโก ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แนะนำว่า เด็กนักเรียนที่พลาดหวังจากการสอบเอนทรานซ์อย่าเพิ่งหมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังมีมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และเอกชนอีกหลายแห่ง ที่พร้อมจะเปิดรับเพียงแค่เราเข้าไปดูตามเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ จะมีรายละเอียดระบุว่า รับสมัครเมื่อใด สอบวันไหน ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะใช้เกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันออกไป
"ถ้าเรารักเรียนและประสงค์จะเรียนเชื่อว่าทุกคนจะมีที่เรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาวิทยาลัยในฝันที่มีชื่อเสียง เพียงแค่เลือกเรียนในคณะที่เราถนัดและชื่นชอบ อย่าเลือกเรียนตามเพื่อน พยายามค้นหาตัวเองให้เจอเพื่อมีความหวังอีกครั้งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่รองรับนักเรียนที่พลาดหวังจากการเอนทรานซ์"
การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญกว่า เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่าง จากชีวิตเด็กนักเรียนมากมาย ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เช่น เครื่องแบบนักศึกษาใหม่ เพื่อนใหม่ ตารางการเรียนการสอนแบบใหม่ การใช้ชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม จากที่มีครูคอยจัดตารางสอนให้ มีกฎระเบียบมากมาย ต่อไปต้องเลือกวิชาเรียนของเราเองและจัดแบ่งเวลาเอง
สิ่งสำคัญที่สุดของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของนักศึกษาคือ การปฐมนิเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนใหม่ในคณะที่เรียนและต่างคณะ นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด เพื่อแนะนำแนวทางการเรียนและการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข นอกจากนี้นักศึกษาต้องเข้าชมรมหรือร่วมกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อคลายเครียดจากการเรียน เชื่อว่าชมรมแต่ละชมรมที่ทางมหาวิทยาลัยคัดเลือกมาให้นั้นเป็นชมรมที่ดีมีประโยชน์ นักศึกษาสามารถเลือกเข้าชมรมที่ตัวเองสนใจ และชื่นชอบได้ ซึ่งจะทำให้เราได้รู้จักการแสดงออกและคบเพื่อนต่างคณะมากขึ้น
แต่สิ่งที่เราไม่ควรทำนั่นคือ การเก็บตัวเงียบ เรียนคนเดียวไม่คบเพื่อนฝูงและจริงจังกับการเรียนมากเกินไปเพราะจะทำให้เคร่งเครียด หรือบางคนอาจจะเคยชินกับการเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งมาตลอดจากโรงเรียนเก่าสมัยเป็นนักเรียน แต่พอมาอยู่ในมหาวิทยาลัย กลับมีผลการเรียนที่แย่กว่าคนอื่น อาจทำใจไม่ได้และคิดสั้นจนเป็นข่าวให้เห็นอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราคิดผิดและไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เพราะการเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้น ยากกว่าการเรียนระดับมัธยม มาก ถ้าหากเราทราบผลสอบแล้วรู้สึกว่ามันแย่กว่าคนอื่นนั่น คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า เราควรปรับตัวเองอย่างไร ควรขยันมากขึ้นกว่าเดิมขนาดไหน และเตรียมตัวสอบครั้งต่อไปเพื่อแก้ตัวและเผื่อความผิดหวังเอาไว้ด้วย พ่อแม่ก็มีส่วนช่วยให้กำลังใจลูกได้ด้วยการไม่กดดันลูกหรือตำหนิ เพราะที่ผ่านมาลูกเสียใจมากแล้วกับการผิดหวังในเรื่องเรียนหากถูกซ้ำเติมอีกจะทำให้ยิ่งเสียใจจนคิดสั้นฆ่าตัวตายในที่สุด
หากว่าเราพยายามแล้วแต่ผล การเรียนยังไม่ดีขึ้นและคิดว่าเรียนไม่ไหว ในคณะที่เราเลือกได้แล้ว จริง ๆ คงต้องยอมเสียเวลา 1 ปี ในการหยุดเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบใหม่ดีกว่าเสียเวลาเรียนไปจนถึง 4 ปี ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นน้อยมากเพราะในปัจจุบันเราได้จัดแนะแนวการตัดสินใจยื่นคะแนนเพื่อเลือกคณะเข้าสู่มหาวิทยาลัย เช่น “โครงการแนะน้อง ม.ไหนดี” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการแนะนำการเลือกคณะและอันดับเข้ามหาวิทยาลัยของ สกอ.ทำให้นักเรียนตัดสินใจและเลือกคณะที่ตนเองอยากจะเรียนได้อย่างถูกต้อง
ถ้าเราตั้งใจจะเรียนซะอย่าง ยังไงก็ต้องมีที่เรียนอยู่วันยังค่ำ เกษรา บุญเพิ่ม หรือน้องแป้ง นักเรียนจากโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ บอกอย่างมั่นใจพร้อมคุยว่า ผลคะแนนสอบที่เช็กมานั้นได้ 4,700 คะแนน สามารถเลือกเรียนคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ตัวเองถนัดได้ เมื่อเรียนจบแล้วจะเป็นครู แต่เผื่อใจไว้อยู่แล้วว่าอาจมีคนอื่นที่คะแนนมากกว่าทำให้เราพลาดหวังได้ แต่ก็ปรึกษาพ่อแม่ไว้แล้วว่าหากเอนทรานซ์ไม่ติดจะเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ในคณะที่เราถนัดจะได้เรียนอย่างมีความสุข ปกติจะเป็นคนไม่เครียดกับการเรียน แต่การสอบเอน ทรานซ์ที่ผ่านมายอมรับว่าเครียดมากเพราะต้องสอบแข่งขันกับนักเรียนอื่นจากทั่วประเทศในการเข้ามหาวิทยาลัย
สุรีรัตน์ ไกรเพ็ชรพจน์ หรือน้องนุช เพื่อนสาวโรงเรียนเดียวกับน้องแป้งที่จูงมือกันมาจากบ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมงานโครงการ "แนะน้อง ม.ไหนดี" เล่าถึงการสอบที่ผ่านมาและบอกถึงความฝันของตัวเองว่า อยากสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นมหาวิทยาลัยในฝัน แต่ในโลกของความจริงผลคะแนนสอบ 5,000 คะแนน ไม่สามารถเลือกเรียนได้จึงเลือกเรียนคณะวิศวะไฟฟ้าที่ตัวเองถนัดและถ้าสอบติดต้องปรับตัวมากทีเดียวเพราะคณะที่ตนเลือกนั้นผู้ชายเรียนกันเยอะ แต่คงไม่เกินความสามารถของเราไปได้ ทราบว่าการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยยากกว่ามัธยม ถ้าเครียดมากจะพยายามหาอะไรทำ เช่น ดูละครซีรีส์เกาหลีหรือไม่ก็ฟังเพลงและพยายาม ค่อยๆ ปรับตัวเอง ถ้าเรียนไป แล้วสอบไม่ผ่านจะพยายามอีกครั้งให้ดีขึ้น ไม่คิดฆ่าตัวตายแน่นอนเพราะเรายังมีพ่อแม่ อาจารย์ และเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้อยู่
อภิรักษ์ อภัยแสน หรือน้องเก่ง นักเรียนโรงเรียนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง วาดฝันอยากเป็นนักบริหารการตลาดและมีธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ เป็นของตัวเอง บอกว่าเตรียมพร้อมกับการเป็นนักศึกษาใหม่ที่ต้องอยู่ในสังคมใหม่กับการพึ่งพาตนเองและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจะต้องมีการรวมกลุ่มของเพื่อนๆ ช่วยกันติวช่วยกันท่องหนังสือจึงจะสอบผ่าน แต่ถ้าเพื่อนคนไหนสอบไม่ผ่านหรือท้อถอยจะช่วยให้กำลังใจเพื่อนเสมอ อย่างตอนเรียนมัธยมตนจะช่วยติวหนังสือให้เพื่อนตลอด ถ้าหากรู้ตัวว่าเริ่มเคร่งเครียด จะหยุดพักและดูหนังฟังเพลงเพื่อเป็นการผ่อนคลาย จึงเชื่อว่าตนจะเป็นนักศึกษาที่มีความสุขในการเรียนได้
เราเชื่อว่าจะต้องเรียนอย่างมีความสุขในระดับมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะได้วางแผนให้กับชีวิตเอาไว้แล้ว หลังจากทราบผลคะแนนสอบเอนทรานซ์ที่ผ่านมา น้องมัจและน้องวี 2 นักเรียนสาวจากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ พูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และยอมรับว่าคะแนนสอบที่ออกมาไม่ค่อยสวยหรูอย่างที่คาดไว้จึงรู้สึกผิดหวัง นิดๆ แต่ก็ทำให้เราทราบว่าตัวเรามีความสามารถแค่ไหน จึงเลือกเรียนในระดับความสามารถของตัวเอง เชื่อว่าจะไม่ทำให้เราเรียนเหนื่อยหรือลำบากรวมทั้งกดดันมากเกินไป แต่ที่ผ่านมาก็มีพ่อแม่คอยให้กำลังใจตลอดอยู่แล้ว
น้องมัจ บอกว่า ปรึกษาพ่อแม่แล้วหากสอบไม่ติดก็จะเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ในวิชาที่เราถนัดและจะทำให้เราเรียนอย่างไม่เคร่งเครียดด้วย ส่วนน้องวี ให้ความสำคัญของการเรียนว่าอยู่ที่ตัวเราว่ามีความตั้งใจเรียนมากน้อยเพียงใด โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ตั้งใจอะไรแล้วต้องพยายามทำให้สำเร็จ แต่ไม่จริงจังถึงขั้นถ้าผิดหวังแล้วต้องฆ่าตัวตาย
จากเด็กนักเรียนวัยใสต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ชีวิตนักศึกษาวัยเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงและเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่อาจมีสะดุดล้มบ้างนั่นคืออุปสรรคที่เราต้องฟันฝ่า เพราะไม่มีสิ่งใดที่เราจะได้มาง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามด้วยกันทั้งสิ้นเพื่อให้ได้มา ซึ่งความภาคภูมิใจต่อไป
เตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาลัย
ฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลง เพื่อต้อนรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ต้องถือว่าเป็นช่วงของการปรับตัวครั้งสำคัญในชีวิตการเป็นนักเรียน เพราะนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นเด็กน้อยนักเรียน วัยกระโปรงบานขาสั้น มาเป็น นิสิตนักศึกษากันแล้ว ก็ยังถือว่าได้เวลาของความรับผิดชอบและการเรียนอันหนักหน่วงอีกด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากชีวิตในวัยนักเรียนอย่างชัดเจน ก็เห็นจะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ที่ต่อไปนี้ น้องๆ จะต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้น ว่ากันตั้งแต่ การลงทะเบียนเลยทีเดียว เพราะวิชาที่เราจะเลือกเรียนนั้น จะแบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ อันได้แก่วิชาบังคับ และวิชาเลือก ซึ่งส่วนที่เป็นวิชาเลือกนี้เอง ที่เราจะต้องจัดตารางเรียนให้ลงตัวให้ได้ ไม่ใช่จะดูกันแค่เวลาเรียนไม่ชนกับวิชาอื่นเท่านั้น ยังต้องดูไปถึงวันสอบในช่วงต่างๆ ของเทอมด้วย ในแต่ละวิชานั้นก็จะเปิดรับนักศึกษาในจำนวนที่จำกัดแตกต่างกันไป ดังนั้น อาจจะต้องอาศัยความว่องไว ใครลงก่อนได้ก่อน ก็อย่างที่บอกว่าไม่ใช่เล่นๆ เหมือนตอนมัธยมอีกแล้วล่ะจ้า
หลักการในการเลือกวิชาในหมวดวิชาเลือกนี้ ก็ให้เลือกเรียนในวิชาที่เรามีความสนใจหรือความถนัดเป็นหลัก เพราะสิ่งที่เราชอบเราก็มักจะทำได้ดี บางคนเลือกตามเพื่อนสนิทแต่พอไปนั่งเรียนจริงๆ แล้วเกิดไม่ชอบ หรือไม่มีความถนัดก็อาจจะทำให้ไม่อยากเรียน และอาจจะตามคนอื่นไม่ทัน ลองนึกถึงเวลาที่เราต้องนั่งเรียนอยู่ในห้องวิชาที่เราไม่ชอบเอาเลย สมัยที่โดนบังคับเรียนในโรงเรียนสิ มันเคยทรมานเช่นไร มันก็จะไม่แตกต่างกันเลย เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรามีโอกาสเลือกสิ่งที่เราจะเรียนด้วยตัวเองแล้ว ก็เลือกดีๆ เลือกอย่างมีเหตุผล
และก็อย่าลืม ตามวันสอบ ตามอ่านประกาศต่างๆ ของทางคณะไว้อย่าให้ขาด เพราะเราอาจจะพลาดกำหนดการอะไรบางอย่างไป เรียกว่า ต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างเข้าไว้ เพราะใครๆ ก็ใหม่กันทั้งนั้น หวังพึ่งเพื่อนก็คงพอได้บ้าง แต่ว่าเราก็ต้องเอาตัวเองเป็นที่พึ่งหลักเป็นสำคัญ
เพราะนอกจากเรื่องเรียนแล้ว จะมีบรรดากิจกรรมสำหรับน้องใหม่อีกมากมาย ถาโถมเข้ามาอย่างตั้งตัวกันแทบจะไม่ติด ไหนจะแข่งกีฬา ทั้งในคณะ นอกคณะ งานประเพณีต่างๆ กิจกรรมชมรม ถึงตรงนี้ ต้องแบ่งเวลาให้ดี รับผิดชอบตัวเองว่า เวลาไหนเราต้องทำอะไร จัดวางระหว่างเรื่องเรียนกับกิจกรรมให้ลงตัว อย่าให้พลาด เพราะไม่อย่างนั้น จะลำบากในตอนหลัง เพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำกิจกรรม จนอ่านหนังสือไม่ทัน มีผลไปถึงการสอบ อันนี้ต้องระวังนะจ๊ะ
เรื่องของการคบเพื่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน เหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่บางทีเราก็ลืมคิดว่ามันมีผลต่อชีวิตการเรียน การใช้ชีวิตของเราอีกหลายปีข้างหน้าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะอย่างที่คำโบราณกล่าวไว้ “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิต พาไปผล” เรื่องนี้นั้นจริงแท้ทีเดียว การเลือกคบเพื่อนที่ดีนั้น ก็จะพากันไปในทางที่ดี และจะมีส่วนช่วยกันตั้งแต่การเรียนไปจนถึงเรื่องกิจกรรม แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปหวังพึ่งเพื่อนเอา 100% เห็นจะไม่ได้ เพื่อนช่วยได้ แต่เราก็ต้องช่วยตัวเราเองด้วย เพื่อนมักจะเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มส่วนที่เราตกหล่น เหมือนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ใครเขาทำอะไร กันที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ถ้าเราตามไม่ทัน แต่เพื่อนทัน ก็ยังช่วยกันแก้ไขหรือติดตามอะไรๆ ได้ทันท่วงที แต่ถ้าเจอเพื่อนที่ไม่ดี นอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลือกันแล้ว ยังพาเราเหลวไหลไปนอกลู่นอกทาง อันนี้ บอกได้เลยว่าไม่เวิร์คค่ะ
และจากวันนี้ไป ก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะบอกได้เลยว่า ไม่มีช่วงไหนของชีวิตที่จะสดใส และมันส์ได้เท่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ทั้งเรียนทั้งเล่นจัดตารางชีวิตให้ดี แล้วก็อย่าลืมเก็บเอาความสำเร็จไปให้คนที่บ้านชื่นชมด้วยนะเออ ยังมีคนที่คอยให้กำลังใจเราอีกหลายคน ก็เหลือแต่เราเท่านั้น ที่ต้องรู้จักหน้าที่ในการรับผิดชอบตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ยากสักนิด เป็นกำลังใจให้อีกแรงจ้า
เส้นทางเข้าสู่มหาลัย--ใครกำหนด???
บทความ น่ารู้ เกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา เข้าต่อในระดับ มหาวิทยาลัย เส้นทาง Entrane เอ็นทรานซ์ หรือ Ent เข้า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะระบบสอบเข้า แบบ เอเน็ต โอเน็ต แอดมิสชั่นส์ ว่าเหมาะสมกับเด็ก หรือไม่
วิธีการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย กำลังเป็นประเด็นที่มีบุคคลหลายฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จากการเปลี่ยนแปลงจากระบบสอบคัดเลือกเอ็นทรานซ์มาเป็นระบบกลางของการรับนิสิตนักศึกษา หรือที่เรียกว่าระบบแอดมิสชั่นส์ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความเหมาะสมเป็นธรรมและไม่ละเมิดสิทธิของเด็กหรือไม่
เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าในขณะที่ประเทศมีทรัพยากรจำกัด มหาวิทยาลัยที่จำกัดรับจำเป็นจะต้องสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่สุดต่อการประสบความสำเร็จอย่างสูงในสาขาวิชาที่เข้ารับการศึกษาเล่าเรียน
ความเป็นธรรมและยุติธรรมคือ การให้โอกาสที่เท่ากันแก่นักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถที่แท้จริงของตน
และการตัดสินคัดเลือกบุคคลที่มีสิทธิเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องโปร่งใสชัดเจนบนพื้นฐานของหลักฐานที่แสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง
ระบบแอดมิสชั่นส์ให้อำนาจแก่มหาวิทยาลัยในการแสวงหาสิ่งที่จะเป็นหลักฐานที่แสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนได้อย่างแม่นตรง
ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยใช้หลักฐานข้อมูลผลการสอบเอ็นทรานซ์ที่มีการสอบได้หลายครั้งหลายหน แต่มีความยุ่งยากที่นักเรียนต้องแสดงความจำนงเลือกสาขาวิชาและเลือกมหาวิทยาลัยเผื่อไว้หลายลำดับโดยไม่มีความรู้ล่วงหน้าว่าตนมีคะแนนความรู้ความสามารถระดับใด และมีโอกาสเข้าเรียนในสาขาวิชาใด มหาวิทยาลัยใด มากที่สุดจนเข้าข่ายมะงุมมะงาหรา
ในระบบแอดมิสชั่นส์มีจุดเด่นที่นักเรียนรู้ล่วงหน้า ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถระดับใด และควรมีโอกาสเข้าเรียนได้ในสาขาวิชาใด มหาวิทยาลัยใด โดยนักเรียนนำหลักฐานความรู้ความสามารถไปยื่นความจำนงที่มหาวิทยาลัยเป้าหมายได้โดยตรง
เป็นการตัดความยุ่งยากซับซ้อนทั้งต่อนักเรียน ผู้สมัคร และต่อมหาวิทยาลัยผู้รับ
ปัญหาข้อขัดแย้งในปัจจุบัน เกิดที่ประเด็น ควรใช้อะไรเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถที่แม่นตรงของนักเรียน ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้แสดงหลักฐานนี้โดยไม่มีข้อจำกัดของระยะเวลาและสถานที่
ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้คะแนนผลการสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากแบบทดสอบมาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ผลการสอบโอเน็ต และคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนที่เรียกว่าจีพีเอหรือ จีพีเอเอ็กซ์ ประกอบกัน
การทดสอบโอเน็ต มีความมุ่งหมายตรวจสอบประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติประจำปีการศึกษาต่างๆ เพื่อทราบระดับความรู้ความสามารถของผู้จบการศึกษาในแต่ละปีว่าในปีนั้นนักเรียนรุ่นนี้มีจุดเด่นจุดอ่อนในมาตรฐานความรู้ความสามารถใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลแสดงคุณภาพของการจัดการศึกษาในแต่ละปี
และเป็นข้อมูลป้อนกลับให้สถานศึกษาครูอาจารย์ปรับปรุงแก้ไขคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน หรือการระดมทรัพยากรช่วยเหลือนักเรียนในรุ่นต่อๆ ไป
การมุ่งตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของผู้จบการศึกษาในแต่ละปีทำให้มีการจัดสอบได้เพียงปีละครั้ง สำหรับเฉพาะนักเรียนในระดับชั้น ม.6 หรือเทียบเท่าที่กำลังจบการศึกษาในปีนั้นเท่านั้น
นั่นคือไม่มีเจตนาจะให้การทดสอบโอเน็ตเหมือนกับการสอบเอ็นทรานซ์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะให้นักเรียนที่ไม่ได้จบการศึกษาในปีนั้น หรือไม่ได้เรียนหลักสูตรการศึกษาของไทยมารับการทดสอบโอเน็ต เพราะไม่ตรงกับความมุ่งหมายที่แท้จริงของการทดสอบโอเน็ตระดับชาติ
เดิม สำนักงานทดสอบทางการศึกษาของกรมวิชาการก่อนยุบรวมเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการทดสอบระดับชาติสำหรับผู้จบการศึกษา ป.6 ม.3 และ ม.6 มาเป็นเวลายาวนาน เพื่อเป็นข้อมูลคุณภาพของการศึกษาไทยแต่ละปี และไม่มีปัญหาใด
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2548 รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระคล่องตัวในการวัดผลประเมินผลคุณภาพการศึกษาของชาติ จึงมีการจัดตั้งสถาบันการทดสอบการศึกษาแห่งชาติ ขึ้นในลักษณะองค์การมหาชน
และมีหน้าที่ประการหนึ่ง คือการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่จบการศึกษา ณ ช่วงชั้นต่างๆ ในแต่ละปีการศึกษา
เนื่องจากคะแนนผลการทดสอบโอเน็ตมาจากแบบทดสอบที่มีมาตรฐานคุณภาพสูงที่เชื่อถือได้ พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และสามารถวัดมาตรฐานความรู้ความสามารถของนักเรียนที่เที่ยงตรงครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาของชาติ จึงนับว่าเป็นข้อมูลที่แม่นตรงอย่างหนึ่งของการแสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนในแต่ละปีการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรใช้เป็นหลักฐานที่ดีอย่างหนึ่งของการคัดเลือกนักเรียนเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แม้จะไม่ใช่เจตนารมณ์ของการพัฒนาแบบทดสอบโอเน็ตก็ตาม
การใช้แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ ในแต่ละปีนั้น มีการปฏิบัติอย่างกว้างขวางในนานาชาติ
ส่วนหนึ่งมาจากการเรียกร้องของสถานศึกษา ครูอาจารย์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการศึกษา ที่ปรารถนาจะตรวจสอบผลการจัดการศึกษาของตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการคุ้มครองสิทธิของเด็กและผู้ปกครองที่เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกัน
บางประเทศนำผลการทดสอบระดับชาติไปผูกพันกับการตัดสินผลการจบการศึกษาของนักเรียน
บางประเทศนำไปผูกพันกับการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย และบางประเทศไปผูกพันกับการกวดขันการบริหารและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา
ถ้ามาพิจารณาจีพีเอหรือจีพีเอเอ็กซ์ จะพบว่ามีจุดเด่นที่สะท้อนความรู้ความสามารถสะสมตลอดระยะเวลา 3 ปี ของนักเรียนที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ไม่สามารถประเมินได้จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งเดียว
หลายประเทศตรวจสอบความเชื่อถือได้ของจีพีเอด้วยการใช้แบบทดสอบมาตรฐานกลาง หรือแบบทดสอบวัดสติปัญญาที่เรียกว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน มาปรับแก้คะแนนจีพีเอ
แต่ประเทศส่วนใหญ่จะมีระบบการบริหารการศึกษาที่ดี ที่สามารถวางมาตรฐานของการให้เกรดของครู ในลักษณะที่อิงต่อเกณฑ์มาตรฐานความรู้ความสามารถที่ชัดเจน จนทำให้ไว้ใจได้ว่าไม่มีการให้เกรดเฟ้อ หรือให้เกรดผิดไปจากความเป็นจริง
โจทย์สำคัญของไทยจึงยังอยู่ที่ควรใช้อะไรที่เป็นหลักฐานที่ดี ที่แม่นตรง แสดงความรู้ความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนในการได้แสดงหลักฐานความรู้ความสามารถของตนที่ไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาและสถานที่เรียน
ในขณะที่ดูประหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจสูงสุดที่จะตัดสินเส้นทางของการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยคือหน่วยงานของสังคม ที่พร้อมจะล้อมวงคุยกันกับทุกคนเพื่อค้นหาแนวทางหลายๆ แนวทางที่จะยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
การรับสมัครนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การรับสมัคร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย
ซึ่งนับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและดำรงความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งมาช้านาน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาได้ศึกษาในหลักสูตรและสาขาวิชาต่างๆ
เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความรู้และความสามารถในการทำงานทุกๆ
สาขาวิชาชีพ
ด้วยคุณภาพและความมุ่งมั่นในการทำงานของคณะผู้บริหาร
และคณาจารย์ที่มีความวิริยะอุตสาหะและปณิธานอันแน่วแน่ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้
และประสบการณ์ที่ดีให้แก่นิสิต
ทำให้นิสิตได้รับความรู้และการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
รวมไปถึงมีความประพฤติที่เหมาะสม มีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี
และสามารถออกไปพัฒนาสังคมสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในด้านต่างๆ
ต่อไปในอนาคตได้
ปัจจุบันนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดสอนในหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ทั้งหลักสูตรภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ รวมไปถึงหลักสูตรอื่นๆ
ในหลากหลายสาขาวิชาชีพ
หลักสูตรปริญญาตรี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีในหลากหลายสาขาวิชา
ทั้งหลักสูตรภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ โดยในแต่ละปี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนผู้ที่สนใจสมัครเข้าศึกษา
ในหลักสูตรปริญญาตรีมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พัฒนาหลักสูตร
และระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นิสิตได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด
โดยในแต่ละหลักสูตรปริญญาตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกอบไปด้วยบุคลากรและคณาจารย์ที่มีคุณภาพ
มีประสบการณ์ มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมรอบด้าน
อีกทั้งนิสิตมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในทุกๆ สาขาวิชา
และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้
ในหลักสูตรปริญญาตรี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิธีการรับสมัครและคัดเลือกนิสิตใหม่ที่หลากหลาย
เพื่อเป็นการเปิดและกระจายโอกาสให้แก่ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
หลักสูตรปริญญาโท
หลักสูตรปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลักสูตรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นอย่างมาก
อีกทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง
ของมหาวิทยาลัยระดับปริญญาโทที่น่าเชื่อถือมากที่สุดของประเทศ 2 ปีซ้อน (ปี
พ.ศ.2550 และ พ.ศ.2551)
และมีผู้ร่วมสนใจเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
อีกทั้งในแต่ละหลักสูตรมีคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง และมีความรู้ความสามารถสูง
มีเทคโนโลยีสื่อการเรียนการสอนต่างๆที่ทันสมัย และมีโครงการ งานวิจัยต่างๆ
ให้นิสิตได้ศึกษาและค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมอย่างครบครัน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลากหลายสาขาวิชา
ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
และยังมีโครงการแลกเปลี่ยนร่วมกับต่างประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโททั้งในและนอกเวลาราชการ
เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้แก่ผู้สนใจเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทมากขึ้น
สำหรับวิธีการรับสมัครในหลักสูตรปริญญาโท
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีรายละเอียดในการรับสมัคร ดังนี้
- หลักสูตรปริญญาโทภาคภาษาไทย
หรือโทร. 02-218-3501 - หลักสูตรปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษ
หรือโทร. 02-218-3501
หลักสูตรปริญญาเอก
|
หลักสูตรปริญญาเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นับได้ว่าเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีผลงานวิจัย
โครงการและวิทยานิพนธ์ต่างๆ
ทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลต่างๆ
อย่างมากมาย
อีกทั้งผลงานเหล่านี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงต่อสังคมโดยรวม
จึงทำให้ในแต่ละปีมีผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก
หลักสูตรปริญญาเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
ในหลักสูตรแต่ละสาขาวิชาสอนโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์
มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง การสอนเน้นทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่นำไปใช้ได้จริง
อีกทั้งยังมีอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนที่ครบครัน มีความพร้อมในด้านข้อมูล
การค้นคว้า และมีคู่มือด้านงานวิจัยต่างๆ ที่ทันสมัย
รวมไปถึงมีเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ ด้วย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรปริญญาเอกในหลากหลายสาขาวิชา
ทั้งหลักสูตรภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ นอกจากนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกทั้งในและนอกเวลาราชการ
เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้แก่ผู้สนใจเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกมากขึ้น
สำหรับวิธีการรับสมัครในหลักสูตรปริญญาเอก
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีรายละเอียดในการรับสมัคร ดังนี้
|
วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556
คะแนนที่ใช้ในการเข้ามหาลัย มีอะไรบ้าง
คะแนนที่ใช้ในการสอบ
1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %
2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %
3) GAT 10-50 %
4) PAT 0-40 %
มารู้จัก GAT PAT กันเถอะ
ความหมาย
• GAT คือ ความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test) ประกอบด้วย
1) ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหา คะแนนเต็ม 150 คะแนน
2) ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม 150 คะแนน
**สอบ 3 ชั่วโมง ด้วยข้อสอบปรนัย และอัตนัยที่ตอบแบบปรนัย**
• PAT คือ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (Professional and Academic Aptitude Test)
ประกอบด้วย
1. PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู
6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ
**สอบ 3 ชั่วโมง คะแนนเต็ม 300 คะแนน ข้อสอบปรนัยและอัตนัยที่ตอบแบบปรนัย**
http://blog.eduzones.com/diaw30/23587
1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %
2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %
3) GAT 10-50 %
4) PAT 0-40 %
มารู้จัก GAT PAT กันเถอะ
ความหมาย
• GAT คือ ความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test) ประกอบด้วย
1) ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหา คะแนนเต็ม 150 คะแนน
2) ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม 150 คะแนน
**สอบ 3 ชั่วโมง ด้วยข้อสอบปรนัย และอัตนัยที่ตอบแบบปรนัย**
• PAT คือ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (Professional and Academic Aptitude Test)
ประกอบด้วย
1. PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู
6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ
**สอบ 3 ชั่วโมง คะแนนเต็ม 300 คะแนน ข้อสอบปรนัยและอัตนัยที่ตอบแบบปรนัย**
http://blog.eduzones.com/diaw30/23587
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
