วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

สู่รั้วมหา"ลัย ไขปมแอดมิชชั่น

สู่รั้วมหา"ลัย ไขปมแอดมิชชั่น

คอลัมน์ สดจากเยาวชน


ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ "ไขข้อสงสัยแอดมิชชั่น สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ" ขึ้นเป็นประจำทุกปี

ปีนี้เป็นปีที่ 5 วิทยากรโดย พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ ติวเตอร์ชื่อดัง โดยจัดแนะแนวเทคนิคการเรียน การอ่านหนังสือ การเลือกคณะเรียน อีกทั้งบรรยายเกี่ยวกับ GAT / PAT เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องตามความ เป็นจริง สร้างความรู้ความเข้าใจช่วยลดความสับสนของนักเรียนในการสอบแอดมิชชั่นในปัจจุบัน แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในส่วนภูมิภาค

สำหรับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จัดกิจกรรมที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

น้องเน นายพิทักษ์ โตสุวรรณ นักเรียนชั้น ม.6 แผนการเรียนอังกฤษ-จีน โรงเรียนพิบูลย์วิทยาลัย จ.ลพบุรี บอกเล่าถึงการฟังบรรยายในวันนี้ว่า ได้รับความกระจ่างมากในเรื่องเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบหรือการเลือกคณะต่างๆ พี่ณัฐมีเคล็ดลับและเทคนิคมาบอกพวกผม เช่น ถ้าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเหมือนเพื่อนไม่ได้ก็อย่าไปฝืนเพราะไม่ก่อให้เกิดผลดี ให้หาเวลาอื่นที่เหมาะสมกับตัวเรา 

"อีกอย่างหนึ่งก็คือผมเรียนสายภาษา จะไม่เข้าใจเรื่องการเทียบคะแนนของวิชาคณิตศาสตร์ เพราะเป็นคนไม่สนใจวิชานี้อยู่แล้ว แต่มีบางคณะที่รู้มาว่าคะแนนแอดมิชชั่นเด็กสายภาษาต้องใช้คณิตศาสตร์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเด็กสายภาษาจะไปตัดทิ้งคณิต ศาสตร์เลยก็ไม่ได้ ยังต้องนำไปใช้อยู่ ทุกวันนี้แม้จะต้องนั่ง รถไปเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ท้อ จะทำให้ดีที่สุดเพื่อเข้าศึกษาต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตามที่ใฝ่ฝันครับ"

ด้าน น้องหมู น.ส.กชกร ศรีเกษม นักเรียนชั้น ม.6 แผนวิทย์-คณิต โรงเรียนเบญจมราช รังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเยอะมาก แต่ไม่เคยละทิ้งเรื่อง การเรียน ตอนนี้เตรียมตัวสอบตรงเข้าธรรมศาสตร์ พี่ณัฐพยายามเน้นย้ำว่าถึงจะเน้นอ่านบทไหน แต่บทอื่นๆ ก็ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ครบถ้วน

ด้านวิทยากรคนเก่ง พี่ณัฐ อุดมพาณิชย์ เล่าถึงความเป็นมาของการเขียนหนังสือ การเป็นติวเตอร์ และการเป็นวิทยากรในโครงการนี้ว่า ความรู้ที่มีบางครั้งไม่สามารถทำให้เขาสอบติดได้ จำเป็นต้องรู้หนทางและต้องวางตัวให้ถูก ต้องเตรียมตัวอย่างไรถึงจะสอบติด ปัญหาของเด็กคือชอบดูถูกตัวเองไว้ก่อน เราทำไม่ได้ หรือบางครั้งก็โทษว่าเป็นความผิดของระบบ ทำให้ไม่ขยันเท่าที่ควร เหมือนหาเรื่องให้ตัวเองขี้เกียจไว้ก่อน อันนี้เราต้องมาเคี่ยวเข็ญกัน

"ผมมองว่าระบบการศึกษาไทยยุคนี้ทำให้เด็กเครียด มันวุ่นวาย อย่างเช่นจะสอบวิศวะ จุฬาฯ ก็สอบที่หนึ่ง แล้วก็ไปสอบวิศวะ เกษตรฯ อีกที่หนึ่ง วิศวะอย่างเดียวกันก็แยกกันไปสอบหลายๆ ที่ อย่างนี้คนรวยก็จะได้เปรียบ เพราะการสอบย่อมมีค่าใช้จ่าย การเป็นวิทยากรในโครงการนี้ทำให้ผมได้เห็นปัญหาของนักเรียนหลากหลายรูปแบบ เช่น ผู้ปกครองชอบคาดหวัง อยากให้ลูกเรียนหมอ แต่ตัวเด็กเองไม่อยากเป็นหมอ ตรงนี้ทำให้เด็กเครียดได้ บางคนถึงกับต่อต้านก็มี เด็กบางคนเรียนเก่งเลยคิดว่าตัวเองต้องเรียนหมอ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเป็นหมอหรือเปล่า"

ติวเตอร์คนเก่งกล่าวด้วยว่า คำถามที่น้องๆ ถามบ่อย เช่น คณะไหนไม่ตกงาน เรียนคณะไหนแล้วรวยสุด ซึ่งคงบอกไม่ได้ และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมเด็กกังวลมากเลยว่าเรียนจบมาแล้วต้องรวย เป็นค่านิยมแบบวัตถุนิยมของคนยุคนี้ จึงมักถามกลับไปว่า ถ้ามีเงินแล้วต้องฝืนใจทำในอาชีพที่ไม่ชอบจะทำกันไหม หากเรามีโอกาสควรเลือกสิ่งที่เราชอบ แต่ถ้าเราไม่พร้อมจริงๆ เราก็ต้องหาเลี้ยงชีพพื้นฐานให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปคิดทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ

"อยากฝากถึงน้องๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวสอบว่ายุคนี้มีเครื่องล่อตาล่อใจเยอะ มีทั้งเฟซบุ๊ก มีทั้งเกม เราต้องคิดถึงอนาคตเป็นอันดับแรก เหมือนอยู่ดีๆ บอกว่า ม.6 แล้ว ต้องอ่านหนังสือ ก็คงไม่รู้ว่าต้องอ่านไปเพื่ออะไร แต่ถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากเป็นอะไร จะช่วยกระตุ้นให้เราเริ่มเดินได้บ้าง

ที่สำคัญอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความรู้ ไม่มีอะไร จริงๆ ของแบบนี้เราพยายามกันได้ แต่ต้องพยายามให้ถูกวิธี ต้องไม่ดูถูกตัวเองว่าเราทำไม่ได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุดเลยครับ"
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEF6TURrMU5nPT0=

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น