วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

เส้นทางเข้าสู่มหาลัย--ใครกำหนด???

บทความ น่ารู้ เกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา เข้าต่อในระดับ มหาวิทยาลัย  เส้นทาง Entrane เอ็นทรานซ์ หรือ Ent เข้า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะระบบสอบเข้า แบบ เอเน็ต โอเน็ต แอดมิสชั่นส์ ว่าเหมาะสมกับเด็ก หรือไม่
กวดวิชา   


          วิธีการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย กำลังเป็นประเด็นที่มีบุคคลหลายฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จากการเปลี่ยนแปลงจากระบบสอบคัดเลือกเอ็นทรานซ์มาเป็นระบบกลางของการรับนิสิตนักศึกษา หรือที่เรียกว่าระบบแอดมิสชั่นส์ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความเหมาะสมเป็นธรรมและไม่ละเมิดสิทธิของเด็กหรือไม่

          เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าในขณะที่ประเทศมีทรัพยากรจำกัด มหาวิทยาลัยที่จำกัดรับจำเป็นจะต้องสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่สุดต่อการประสบความสำเร็จอย่างสูงในสาขาวิชาที่เข้ารับการศึกษาเล่าเรียน
          ความเป็นธรรมและยุติธรรมคือ การให้โอกาสที่เท่ากันแก่นักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถที่แท้จริงของตน
          และการตัดสินคัดเลือกบุคคลที่มีสิทธิเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องโปร่งใสชัดเจนบนพื้นฐานของหลักฐานที่แสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง
          ระบบแอดมิสชั่นส์ให้อำนาจแก่มหาวิทยาลัยในการแสวงหาสิ่งที่จะเป็นหลักฐานที่แสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนได้อย่างแม่นตรง
          ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยใช้หลักฐานข้อมูลผลการสอบเอ็นทรานซ์ที่มีการสอบได้หลายครั้งหลายหน แต่มีความยุ่งยากที่นักเรียนต้องแสดงความจำนงเลือกสาขาวิชาและเลือกมหาวิทยาลัยเผื่อไว้หลายลำดับโดยไม่มีความรู้ล่วงหน้าว่าตนมีคะแนนความรู้ความสามารถระดับใด และมีโอกาสเข้าเรียนในสาขาวิชาใด มหาวิทยาลัยใด มากที่สุดจนเข้าข่ายมะงุมมะงาหรา
          ในระบบแอดมิสชั่นส์มีจุดเด่นที่นักเรียนรู้ล่วงหน้า ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถระดับใด และควรมีโอกาสเข้าเรียนได้ในสาขาวิชาใด มหาวิทยาลัยใด โดยนักเรียนนำหลักฐานความรู้ความสามารถไปยื่นความจำนงที่มหาวิทยาลัยเป้าหมายได้โดยตรง
          เป็นการตัดความยุ่งยากซับซ้อนทั้งต่อนักเรียน ผู้สมัคร และต่อมหาวิทยาลัยผู้รับ
          ปัญหาข้อขัดแย้งในปัจจุบัน เกิดที่ประเด็น ควรใช้อะไรเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถที่แม่นตรงของนักเรียน ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้แสดงหลักฐานนี้โดยไม่มีข้อจำกัดของระยะเวลาและสถานที่
          ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้คะแนนผลการสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากแบบทดสอบมาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ผลการสอบโอเน็ต และคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนที่เรียกว่าจีพีเอหรือ จีพีเอเอ็กซ์ ประกอบกัน
          การทดสอบโอเน็ต มีความมุ่งหมายตรวจสอบประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติประจำปีการศึกษาต่างๆ เพื่อทราบระดับความรู้ความสามารถของผู้จบการศึกษาในแต่ละปีว่าในปีนั้นนักเรียนรุ่นนี้มีจุดเด่นจุดอ่อนในมาตรฐานความรู้ความสามารถใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลแสดงคุณภาพของการจัดการศึกษาในแต่ละปี
          และเป็นข้อมูลป้อนกลับให้สถานศึกษาครูอาจารย์ปรับปรุงแก้ไขคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน หรือการระดมทรัพยากรช่วยเหลือนักเรียนในรุ่นต่อๆ ไป
          การมุ่งตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของผู้จบการศึกษาในแต่ละปีทำให้มีการจัดสอบได้เพียงปีละครั้ง สำหรับเฉพาะนักเรียนในระดับชั้น ม.6 หรือเทียบเท่าที่กำลังจบการศึกษาในปีนั้นเท่านั้น
          นั่นคือไม่มีเจตนาจะให้การทดสอบโอเน็ตเหมือนกับการสอบเอ็นทรานซ์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะให้นักเรียนที่ไม่ได้จบการศึกษาในปีนั้น หรือไม่ได้เรียนหลักสูตรการศึกษาของไทยมารับการทดสอบโอเน็ต เพราะไม่ตรงกับความมุ่งหมายที่แท้จริงของการทดสอบโอเน็ตระดับชาติ
          เดิม สำนักงานทดสอบทางการศึกษาของกรมวิชาการก่อนยุบรวมเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการทดสอบระดับชาติสำหรับผู้จบการศึกษา ป.6 ม.3 และ ม.6 มาเป็นเวลายาวนาน เพื่อเป็นข้อมูลคุณภาพของการศึกษาไทยแต่ละปี และไม่มีปัญหาใด
          จนกระทั่งในปี พ.ศ.2548 รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระคล่องตัวในการวัดผลประเมินผลคุณภาพการศึกษาของชาติ จึงมีการจัดตั้งสถาบันการทดสอบการศึกษาแห่งชาติ ขึ้นในลักษณะองค์การมหาชน
          และมีหน้าที่ประการหนึ่ง คือการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่จบการศึกษา ณ ช่วงชั้นต่างๆ ในแต่ละปีการศึกษา
          เนื่องจากคะแนนผลการทดสอบโอเน็ตมาจากแบบทดสอบที่มีมาตรฐานคุณภาพสูงที่เชื่อถือได้ พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และสามารถวัดมาตรฐานความรู้ความสามารถของนักเรียนที่เที่ยงตรงครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาของชาติ จึงนับว่าเป็นข้อมูลที่แม่นตรงอย่างหนึ่งของการแสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนในแต่ละปีการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรใช้เป็นหลักฐานที่ดีอย่างหนึ่งของการคัดเลือกนักเรียนเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แม้จะไม่ใช่เจตนารมณ์ของการพัฒนาแบบทดสอบโอเน็ตก็ตาม
          การใช้แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ ในแต่ละปีนั้น มีการปฏิบัติอย่างกว้างขวางในนานาชาติ
          ส่วนหนึ่งมาจากการเรียกร้องของสถานศึกษา ครูอาจารย์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการศึกษา ที่ปรารถนาจะตรวจสอบผลการจัดการศึกษาของตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการคุ้มครองสิทธิของเด็กและผู้ปกครองที่เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกัน
          บางประเทศนำผลการทดสอบระดับชาติไปผูกพันกับการตัดสินผลการจบการศึกษาของนักเรียน
          บางประเทศนำไปผูกพันกับการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย และบางประเทศไปผูกพันกับการกวดขันการบริหารและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา
          ถ้ามาพิจารณาจีพีเอหรือจีพีเอเอ็กซ์ จะพบว่ามีจุดเด่นที่สะท้อนความรู้ความสามารถสะสมตลอดระยะเวลา 3 ปี ของนักเรียนที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ไม่สามารถประเมินได้จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งเดียว
          หลายประเทศตรวจสอบความเชื่อถือได้ของจีพีเอด้วยการใช้แบบทดสอบมาตรฐานกลาง หรือแบบทดสอบวัดสติปัญญาที่เรียกว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน มาปรับแก้คะแนนจีพีเอ
          แต่ประเทศส่วนใหญ่จะมีระบบการบริหารการศึกษาที่ดี ที่สามารถวางมาตรฐานของการให้เกรดของครู ในลักษณะที่อิงต่อเกณฑ์มาตรฐานความรู้ความสามารถที่ชัดเจน จนทำให้ไว้ใจได้ว่าไม่มีการให้เกรดเฟ้อ หรือให้เกรดผิดไปจากความเป็นจริง
          โจทย์สำคัญของไทยจึงยังอยู่ที่ควรใช้อะไรที่เป็นหลักฐานที่ดี ที่แม่นตรง แสดงความรู้ความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนในการได้แสดงหลักฐานความรู้ความสามารถของตนที่ไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาและสถานที่เรียน
          ในขณะที่ดูประหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจสูงสุดที่จะตัดสินเส้นทางของการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยคือหน่วยงานของสังคม ที่พร้อมจะล้อมวงคุยกันกับทุกคนเพื่อค้นหาแนวทางหลายๆ แนวทางที่จะยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
          การล้อมวงคุยกันเช่นนี้ อย่างมากก็อาจจะเปลืองน้ำชากาแฟบ้าง แต่ว่าน่าจะชื่นมื่นแจ่มใสมากกว่าการฟ้องศาลกระมัง 
ข้อมูลจาก
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น